Sign-In form

ลืม password | สมัครสมาชิก


Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
  • หน้าแรก
  • ลงชื่อเข้าใช้
  • สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
Arjan Pong
เจ้าของ:
ArjanPong
 
จำนวนสินค้า
12
เยี่ยมชม
739383
เยี่ยมชมวันนี้
14
ขอเป็นสมาชิก
  • ใบทะเบียนพาณิชย์
Radio Online
  • ผังรายการ Radio Online
สุขภาพ
  • ยาธรณีสันฑะฆาต
  • ยาบำรุงร่างกาย ถ่ายของเสีย
  • น้ำมันไพลคลายเส้น
  • น้ำสมุนไพร สพาร์ค
  • ยาเเก้ ริดสีดวงทวาร
  • หญ้าหวาน Organic
  • ยาสีฟันสมุนไพร
  • ยาหอมบำรุงหัวใจ
  • ข้าวผงไรซ์เบอรี่
  • ยาน้ำวัยทอง ยาดองมะกรูด
  • พลังภูผา ยาเเก้ Office Syndrome
Garment
  • ภูผา ถุงผ้านำสมัย
มุมสบายๆ
  • ข่าว
  • เรื่องเก่าเล่าตำนาน
  • เบื้องหลังบันเทิง
  • เพลงหวานเมื่อว้นวาน
  • ข้อคิด-คำคม
  • นิยาย ตำนานนักรบกรุงศรี
  • Live : เฟสบุ๊ค สถานที่จริง
Member
  • ประเด็นร้อน
  • สาระรอบโลก
  • ความรู้ทั่วไป
  • สูตรยาสมุนไพร
สอบถามเพิ่มเติม
  • ถามมา ตอบไป
วิธีการชำระเงิน
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
  Site Home  |  Live : เฟสบุ๊ค สถานที่จริง

อำนาจเเห่งความงาม

ArjanPong | 19-12-2556 | เปิดดู 3673 | ความคิดเห็น 0

 

 

 

 

 

 

                                    วันพุธที่ 25 ธันวาคม 2556 เป็นวันแรม 8 ค่ำ เดือน 1

 

 

        ปฏิทินวันพระ 2556 ร่วมทำบุญให้จิตใจผ่องใส

 

 

 

 

 

 

     มุทุลักขณชาดก อำนาจเเห่งความงาม

 

 

 

 

                              

 

 
 

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภสภาวะธรรมที่ทำให้คนเศร้าหมอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีตนหนึ่งได้อภิญญา บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าหิมพานต์ วันหนึ่งได้เดินทางเข้าไปพำนักในสวนหลวง ในเมืองพารณสี รุ่งเช้าครองผ้าเปลือกไม้ ห่มหนังเสือ เกล้าผมทรงบริขาร เที่ยวภิกขาจารไปถึงประตูพระราชวัง พระราชาทรงเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้เข้าไปฉันในพระราชวัง และนิมนต์ให้อยู่ในสวนหลวง ฤาษีรับคำนิมนต์อยู่เป็นเวลา ๑๖ ปี

 

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบกบฎแถบชายแดน จึงมอบหน้าที่ถวายภัตตาหารแก่พระมเหสีนามว่ามุทุลักขณา ฤาษีมักเข้าพระราชวังตามเวลาที่ตนพอใจเป็นประจำ วันหนึ่งพระนางได้เตรียมอาหารเสร็จแล้ว เข้าใจว่าฤาษีจะมาช้าจึงเอนพระกายรอที่ท้องพระโรง ขณะนั้น ฤาษีได้เหาะมาถึงพอดี พระนางเมื่อได้ยินเสียงเปลือกไม้ก็รีบเสด็จลุกขึ้น ทำให้ผ้าที่ทรงอยู่ซึ่งเป็นผ้าเนื้อเกลี้ยงหลุดลง เป็นเวลาที่พระฤาษีเหาะเข้าทางช่องพระแกลพอดีทำให้เห็นรูปกายของพระนาง อำนาจแห่งความงามเป็นเหตุให้กิเลสภายในฤาษีกำเริบขึ้น ทันใดนั้น ฌานของท่านเสื่อมลงทันที หลังจากรับอาหารแล้วท่านบริโภคไม่ได้ เดินลงจากปราสาทเข้าไปสวนหลวงนอนซมไม่แตะอาหารปล่อยให้ร่างกายซูบผอมถึง ๗ วัน

 

ในวันที่ ๗ พระราชาเสด็จกลับมาถึงเมืองทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จตรงไปหาฤาษีทันที เห็นอาการเช่นนั้นแล้วทรงตกพระทัยจึงตรัสถามถึงสาเหตุ ฤาษีได้ตอบว่าเป็นเพราะมีจิตกำหนัดในพระนางมุทุลักขณาเป็นเหตุ พระองค์ทรงยินดีถวายพระนางให้แก่ฤาษี ก่อนถึงเวลาได้สัญญาลับกับพระนางมุทุลักขณาว่า ขอให้พระนางพยายามรักษาตนด้วยกำลัง พระนางได้บอกฤาษีว่าต้องมีเรือนหลังหนึ่ง ฤาษีขอพระราชทานจากพระราชา พระองค์มอบเรือนวัจจกุฏี(ส้วม)ให้หลังหนึ่ง พระนางไม่เข้าไปด้วยความสกปรก ดาบสจึงไปนำตะกร้ามาจากพระราชสำนักมาโกยสิ่งสกปรกและขยะไปทิ้ง พระนางให้ดาบสทำความสะอาดห้องแล้วไปนำเตียงมาและเก้าอี้มาทีละอย่าง และใช้ตักน้ำให้เต็มตุ่ม

 

เมื่อกำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยกัน พระเทวีจับสีข้างดาบสฉุดให้ก้มลงตรงหน้าพลางตรัสว่า
     " ท่านไม่รู้ตัวว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์เลยหรือ "

 

ดาบสกลับได้สติคืนมาในเวลานั้นเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่รู้ตัวเอาเสียเลย เพราะอำนาจกิเลส จึงนำพระเทวีไปถวายพระราชาแล้วกล่าวคาถาว่า 


     " ครั้งก่อน เรายังไม่ได้ประสบพระนางมุทุลักขณา ความปรารถนามีอยู่อย่างเดียว
       ครั้นได้พบพระนาง ผู้มีเนตรแวววาวเข้าแล้ว ความปรารถนาช่วยให้เกิดความต้องการขึ้นหลายอย่าง "

 

ฤาษี ได้อำลาพระราชากลับเข้าป่าหิมวันตะด้วยการบำเพ็ญฌานใหม่ เหาะขึ้นสู่อากาศทันที ไม่หวนกลับมาถิ่นของมนุษย์อีกเลย


 

 

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
 
อำนาจแห่งความงามกิเลสตัณหาทำให้คนตาบอด

 

 

 

* เรื่องที่ ๖ ในอิตถีวรรค หน้า ๑๔๖-๑๕๖ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒

ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม

 

 พระมหาสุนทร สุนฺทรธมฺโม น.ธ.เอก , ป.ธ.๙. เจ้าคณะอำเภอทัพทัน. เจ้าอาวาสวัดสาลวนาราม. ตำบลหนองจอก อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*********************************

 

 

 

 

 

 

 

 

ประธานรัฐสภา เงินประจำตำแหน่ง+เงินเพิ่ม - 64,000+50,000 = 114,000 บาท
ประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร - 63,000+45,500  = 108,500 บาท
รองประธานรัฐสภา - 63,000+45,000  =108,505 บาท
รองประธานวุฒิสภา และรองประธานสภาผู้แทนราษฏร - 63,000+42,500 = 105,500 บาท
ผู้นำฝ่ายค้านในสภา - 63,000+45,500 = 108,500 บาท
ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร - 63,000+42,500 = 105,500 บาท
สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร - 63,000+41,000 = 104,000 บาท

ถ้าท่านเป็น ส.ส. 4 ปี ท่านมีรายได้รวม 4,992,000 บาท อ่านว่า สี่ล้านเก้าแสนเก้าหมื่นสองพันบาท

อันนี้ยังไม่รวมที่เป็นคระกรรมาธิการอีกนะ

ถ้าท่านเป็น ส.ว. 6 ปี ท่านมีรายได้รวม 7,488,000 บาท อ่านว่า เจ็ดล้านสี่แสนแปดหมื่นแปดพันบาท

 

แล้วเวลาทำงานในสภาชอบมาทะเลาะกัน

เฮอะๆๆๆๆขืดเว้นวรรคก็อดอยากปากแห้งตายกันพอดี

smiley

 

 

ศาลอุทธรณ์ตัดสินนปช.เผาเซ็นเตอร์วัน เข้าข่ายก่อการร้าย

 

 

(24 ธ.ค.) ศาลอุทธรณ์ อ่านคำพิพากษาคดีวางเพลิงเซ็นเตอร์วัน ให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้ห้างเซ็นเตอร์วันกว่า 122,790,000 บาท ตามคำพิพากษาชั้นต้น จากเหตุการณ์ นปช.บุกขโมยทรัพย์สินและวางเพลิงเผาทรัพย์ แต่แก้อุทธรณ์จากพฤติการณ์ของนปช.จากจลาจล เป็นการก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 ศาลอุทธรณ์ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีความแพ่ง ที่บริษัท พีเพิล พลาซ่า หรือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทแอกซ่า ประกันภัย จำกัด ให้จ่ายค่าเสียหาย 122,790,000 บาท กรณีถูกวางเพลิงเผาทรัพย์และขโมยทรัพย์สินระหว่างการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง (นปช.) เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โดยสรุปคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้พิจารณาพยานและหลักฐาน จากข้อมูลดังนี้

 

 

                         

 

 

หลังเกิดเพลิงไหม้ได้มีรถดับเพลิงพยายามเข้าไปดับไฟแต่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวาง พบลูกธนูที่พันด้วยผ้าตกอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารศูนย์การค้า และพบร่องรอยกระสุนปืนเป็นรูอยู่หลายรูบริเวณเสาด้านหน้าอาคาร

ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เชื่อว่าการวางเพลิงเกิดจากฝีมือของกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนอง รถจักรยานยนต์รับจ้าง และคนขับรถซาเล้งซื้อของเก่า ที่มีเจตนาลักทรัพย์ และเมื่อพิจารณาโดยสรุปจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับการวางเพลิงแล้ว พบว่า การวางเพลิงเกิดจากการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. บางส่วนที่ต้องการใช้ความรุนแรงและ/หรือต้องการข่มขู่ เพื่อผลทางการเมือง ด้วยการทำให้รัฐบาลและประชาชนหวาดกลัว ซึ่งการกระทำของกลุ่ม นปช. ที่วางเพลิงนั้น เข้านิยาม "การกระทำการก่อการร้าย"

 

 

 

"พบลูกธนูที่พันด้วยผ้าตกอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารศูนย์การค้า...

และพบร่องรอยกระสุนปืนเป็นรูอยู่หลายรูบริเวณเสาด้านหน้าอาคาร....

เนี่ยนะ หลักฐานและบทสรุป???...

"ถุ๊ยยยส์...ถุ๊ยยยส์...ถุ๊ยยยส์!!!"...

 

 

"ผิดกับคดีคนเสื้อแดง ที่ถูกยิงด้วยอาวูธปืนความเร็วสูง แถมบางศพ ยังพบลูกกระสุนปืนขนาดปืน .223 ...

ฝังอยู่ด้วยซ้ำ แต่ "เปาพุงปลิ้น (บางตัว)" มันยังบอกว่า ไม่สามารถระบุ ผู้ที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้...

สมเป็น "ตอแหลแลนด์-ดินแดนแห่งอำมาตยาครองเมือง" ซะจริงๆ!!!"...

 

 

 

 

 

 

 


 

ทอม "จะจับไหมคะ"
นายก "ไม่จับ ไม่ได้ผิดอะไร ตามสบาย
ทอม "ขอเดินคุยกับนายกฯ หน่อย" "มาทำอะไร
นายก "ทำไมเหรอคะ มาทำงานคะ"

ทอม "มาทำอะไร มาเที่ยวหรือไง จะกลับกรุงเทพฯ ไหม"...
น.ส.ยิ่งลักษณ์ "ทำไมคะ"
ทอม "ถามไม่ได้เหรอ อยากรู้"
นายก "มาตรวจราชการอีก 2 วันก็กลับเข้ากรุงเทพฯ"
"มีอะไรจะคุยกันไหม เป็นคนที่นี่เหรอ"
สาวทอม "ไม่มีอะไร เป็นคนกรุงเทพฯ แต่มาทำงานที่นี่"

 

นายก ขอจับมือขอจับมือหน่อยค่ะ
ทอม "ไม่เป็นไร คุณอย่ามาจับ"
นายกฯ ตอบกลับว่า "โอเคคะ ไม่จับก็ไม่จับ

 

 

 

                

 

 

 

 

 ******************************

 

 

 

 

                                         ฉันหายเเล้ว..

 

 

 

                                  

 

 

 

 

 

....ซัดเข้ามา โถมใส่ ยังไหวอยู่

 

ยังพร้อมสู้ ไม่หลบลี้ หนีไปไหน

 

เด่นสง่า ประจัญหน้า ไม่ว่าใคร

 

หนักเเค่ไหน เรื่องจะถอย คอยเลยคุณ

 

 

 

....ใจดวงนี้ ยังคงเเกร่ง เเรงไม่ตก

 

สะท้านทก มืดสลัว จนหัวหมุน

 

สะบัดหน้า คว้าใจเเตก เเหลกเป็นจุล

 

ปัดเปื้อนฝุ่น หัวใจนี้ ดีเหมือนเดิม........

 

 

 

************************

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การให้กระเช้าที่ประกอบด้วยอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เป็นหนึ่งในตัวเลือกของขวัญปีใหม่ยอดนิยม โดยเฉพาะการมอบให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ เจ้านายที่นับถือ เพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึง ยิ่งพิถีพิถันเลือกแต่ของที่ดีต่อสุขภาพจัดลงในกระเช้า ก็จะยิ่งเป็นการแสดงความใส่ใจและปรารถนาดีที่มีให้แก่ผู้รับ มาดูกันค่ะว่ากระเช้าสุขภาพที่ดี ควรมีและไม่ควรมีอะไรบ้าง

 

ของควรเลี่ยงสำหรับกระเช้า

 

• สุรา มีการห้ามนำสุรามาใส่ในกระเช้าของขวัญอยู่แล้ว การมอบกระเช้าที่มีสุราตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางกระเช้านั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ปรารถนาดีต่อผู้รับ เพราะสุราที่หยิบยื่นให้นั้น จะส่งผลให้ผู้รับเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ เช่น ตับแข็ง ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง อ้วนลงพุง ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ ฯลฯ กระเช้าเหล่านี้จึงจัดได้ว่าเป็น กระเช้าอัปมงคล!

 

• ผลไม้กระป๋อง ด้วยกรรมวิธีการผลิตต่างๆ มักส่งผลให้ผลไม้กระป๋องสูญเสียวิตามินอย่าง วิตามินซี วิตามินบีไป ไม่ได้คุณค่าอาหารเท่ากับผลไม้สดๆ และผลไม้กระป๋องส่วนใหญ่จะอุดมไปด้วยน้ำเชื่อม เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนลงพุงได้หากรับประทานเป็นประจำ การให้ผลไม้กระป๋องจึงแสดงถึงความไม่ใส่ใจที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ

 

• คุ้กกี้ ช็อกโกแล็ต ขนมกรุบกรอบ นอกจากจะเป็นแหล่งของน้ำตาลแล้ว ขนมหวานที่บรรจุหีบห่อทั้งหลายยังเป็นแหล่งของไขมันทรานส์ ไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพที่สุด พบว่าไขมันทรานส์เพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในเลือด การให้คุ้กกี้หรือขนมกรุบกรอบจึงไม่ต่างกับการประสงค์ร้ายต่อสุขภาพหัวใจผู้รับ

 

• ครีมเทียม หรือ กาแฟ 3 in 1 ครีมเทียมเป็นชื่อสมมติ ความเป็นจริงแล้วผงสีขาวๆที่คุณกำลังใส่เข้าไปในกาแฟ คือน้ำมันปาล์มที่ผ่านกรรมวิธีปลอมตัวให้รสชาติเหมือนครีม ด้วยการใส่สารเคมีต่างๆเข้าไป การให้ครีมเทียมจึงเป็นการแสดงถึงความไม่จริงใจที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ

 

 

ของควรเลือกสำหรับกระเช้า

 

• จากขวดสุรา ควรเปลี่ยนเป็น ขวดน้ำมันมะกอก หรือ 100% Extra-virgin olive oil ซึ่งเป็นน้ำมันที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดีต่อสุขภาพ สามารถนำมาทำน้ำสลัด หรือประกอบอาหารแบบใช้ไฟอ่อนๆได้ ที่สำคัญคือ รูปทรงสีสันของขวดนั้น ดูหรูหราสง่างามไม่แพ้ขวดสุราเลยทีเดียว

 

• จากผลไม้กระป๋อง ควรเปลี่ยนเป็นผักผลไม้สดๆ ซึ่งมีสีสันที่สวยงาม บ่งถึงความตั้งใจจริงที่มีให้กับผู้รับ

 

• จากขนมที่ไร้ประโยชน์ ควรเปลี่ยนเป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น กระเจี๊ยบมอญอบกรอบ บร็อคโคลี่อบแห้ง งาดำอัดแท่งหวานน้อย ลูกเดือยกล้อง ถั่วเปลือกแข็ง(อัลมอนด์ วอลนัท)อบไม่ปรุงรส ดาร์คช็อคโกแล็ต (มี %cocoa มากกว่า 70%) จะเป็นการสร้างความประหลาดใจและประทับใจให้กับผู้ที่ได้รับกระเช้า

 

• เปลี่ยนครีมเทียมและกาแฟสำเร็จรูป มาเป็นใบชา เช่น ชาเขียว หรือ ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านมะเร็ง เปรียบได้กับการอวยพรให้ผู้รับสุขภาพดี สดใส ไร้มะเร็ง

 

 

ระวังตัวลวง

 

หลายครั้งที่กระเช้าซึ่งถูกจัดหมวดหมู่อยู่ในกระเช้าสุขภาพ แต่จริงๆแล้วมีผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพง แต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อสุขภาพเทียบเท่าราคามาปะปน เช่น รังนก ซุปไก่สกัด น้ำผลไม้แบบกล่องสำเร็จรูป ผลไม้ตากแห้งรสหวาน ส่งผลให้กระเช้าเหล่านี้มีราคาสูงเกินความจำเป็น และไม่ใช่ตัวเลือกที่ชาญฉลาด

 

หลังจากจัดกระเช้าปีใหม่เพื่อสุขภาพที่กิ๊บเก๋ในแบบของคุณได้แล้ว อย่าลืมที่จะเขียนการ์ดอวยพรปีใหม่ด้วยลายมือตัวเอง แม้ลายมือจะหวัดแค่ไหน แต่รับรองได้ว่าคนรับจะประทับใจยิ่งกว่าการ์ดสำเร็จรูปที่พิมพ์มาแน่นอน

 

 

พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง)

Twitter, Instagram: @thidakarn

 

 

 

 

 

 

 

 

 

********************************************

 

 

 

 

 

 
 

 

 

 

 

 

เปลี่ยนไปใช้นามสกุลฝ่ายหม่อมแม่

"กฤดากร" 

.ผลสะท้อน จะแรงขึ้นกว่าใช้สกุลเดิมหรือเปล่านะ

 

 

ที่แท้กลัวยอดขายตก ตามรายงานข่าว...
......................

ขณะเดียวกัน ช่วงเช้าวันที่ 20 ธ.ค. มีรายงานข่าวว่า
นายสันติ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารใหญ่ได้ร่วมประชุมกับพนักงานในเครือบุญรอดฯ

 

มีช่วงหนึ่งกล่าวถึงข่าวการส่งจดหมายเตือนถึงนายจุตินันท์ บิดาของน.ส.จิตภัสร์
โดยนายสันติระบุว่าเป็นการส่งจดหมายเตือนไปจริงตามข่าวที่ปรากฏ
โดยเฉพาะหลังจากน.ส.จิตภัสร์ไปให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี ตอนหนึ่งว่า
คนไทยขาดความเข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะในชนบท
ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัท

 

ดังนั้น ในฐานะซีอีโอจึงต้องออกมาปกป้องบริษัท
เพราะมีคนบางส่วนนำไปตีความผิดๆ หรือสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ขณะที่จุดยืนของบุญรอดฯ และสิงห์ คอร์เปอเรชั่น
สำนึกในบุญคุณของประชาชนทั่วประเทศที่ให้การอุดหนุนผลิตภัณฑ์
บริษัทเติบโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงในชนบทให้การสนับสนุน
..........


อ่านเพิ่มเติม ลิ้งข่าวสด click
 "จุตินันท์" ขอโทษแทนตั๊น บุตรสาว กรณีพูดพาดพิงคนชนบท - เผยให้เปลี่ยน "นามสกุล" แล้ว

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

****************************************

 

 

 

 

 

 

บังกลาเทศส่งทหารครึ่งแสนดูแลศึกเลือกตั้ง หลังประท้วงรุนแรงตายแล้วนับร้อย

 

 

 

 บังกลาเทศส่งทหารครึ่งแสนดูแลศึกเลือกตั้ง หลังประท้วงรุนแรงตายแล้วนับร้อย 

   

 เอเอฟพี - ทางการบังกลาเทศเผยเมื่อวันศุกร์ (20) ว่า ในสัปดาห์หน้าจะส่งกำลังทหารหลายหมื่นนายเข้าระงับเหตุความรุนแรง ก่อนศึกเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม ท่ามกลางเหตุประท้วงต่อต้านรุนแรง ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วนับร้อยศพ

 

 


       คณะกรรมการการเลือกตั้งของบังกลาเทศ บอกว่า แม้กองกำลังด้านความมั่นคงได้กระจายกำลังไปตามจุดที่มีปัญหาหลักๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่ก็จะมีการเสริมกำลังทหารเข้าไปอีกทั่วประเทศ และจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคมเป็นต้นไป
       
       “เจ้าหน้าที่ทหารจะถูกส่งเข้าประจำการทั่วประเทศระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม ถึงวันที่ 9 มกราคม” คาซี ราคีบุดดิน อาห์หมัด ประธานคณะกรรมการเลือกตั้งบอกกับผู้สื่อข่าว อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เจาะจงถึงจำนวนทหารที่ถูกส่งเข้าประจำการ แต่สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานว่าน่าจะมากถึงราวๆ 50,000 นาย
       
       ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศแห่งนี้ หลังจากพรรคฝ่ายค้าน และพรรคพันธมิตรประกาศคว่ำบาตรศึกเลือกตั้งทั่วไป แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามกำหนด
       
       บังกลาเทศ เนชันแนลลิสต์ ปาร์ตี (บีเอ็นพี) และพันธมิตร ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง หลังจากนายกรัฐมนตรีซีค ฮาซีนา ปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลรักษาการที่มีความเป็นกลางเข้ามาดูแลการเลือกตั้ง ด้วยพรรคบีเอ็นพี เชื่อว่าเลือกตั้งที่ดูแลโดยรัฐบาลของนางฮาซินา จะมีการโกงอย่างกว้างขวาง
       
       ศึกเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดำเนินการโดยรัฐบาลรักษาการที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเพื่อให้มีความเป็นอิสระ และยุติธรรม แต่รัฐบาลของนางฮาซินา ยกเลิกขั้นตอนดังกล่าวในปี 2011 โดยอ้างว่า มันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และอาจเปิดทางสำหรับรัฐประหาร
       
       นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม พันธมิตรฝ่ายค้านจัดชุมนุมมาแล้วหลายต่อหลายครั้งในความพยายามโค่นล้มนางฮาซินา และกดดันให้เธอยอมรับข้อเรียกร้อง ในนั้นมีทั้งการนัดหยุดงาน ขวางกั้นท้องถนนทั่วประเทศ ปิดสำนักงาน และโรงเรียน ก่อความโกลาหลด้านการสัญจรระหว่างเมือง ปาระเบิดใส่รถบัส และทำรถไฟตกราง ท่ามกลางเหตุรุนแรงรายวัน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
       
       พรรคสันนิบาตอวามี (Awami League) ของนางฮาซินา ปิดประตูสำหรับการประนีประนอมใดๆ กับพรรคบีเอ็นพีแล้ว ตามหลังการเจรจาระหว่าง 2 พรรคที่มีสหประชาชนเป็นคนกลาง 3 รอบเมื่อสัปดาหห์ที่แล้ว ลงเอยโดยไม่ได้ข้อเห็นพ้องใดๆ ฉุดประเทศเข้าสู่วิกฤตครั้งเลวร้ายสุดในรอบหลายทศวรรษ

 

 

 

 

 

 

 

เดินทางไปทำงานที่บังกลาเทศสองอาทิตย์ ได้พบได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยได้สำผัสที่เมืองไทย แล้วคุณจะรักเมืองไทยมากกว่าเดิม vote ติดต่อทีมงาน

 

 

ผมไม่ค่อยได้เขียนบันทึกการเดินทางแบบนี้ ผมเคยไปทำงานที่เวียดนาม ผมรู้สึกแย่กับการจราจรที่นั่น แต่เพียงถ้าไม่ได้มาที่บังกลาเทศจะไม่รู้ว่ามีสุดๆกว่าเวียดนามเยอะ ก้าวแรกที่ผมออกจากสนามบิน คนมารอรับผู้โดยสารก็ไม่มากซึ่งน่าจะปกติ
แต่ผิดถนัดครับ พอออกมารอรถมารับ และมองตรงไปมียืนเกาะลูกกรงด้านนอก ราวๆไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ร้อยคนผมกะด้วยสายตานะครับ โอ้ เขามาดูอะไรกันนี่ พอรถออกจากสนามบิน วิ่งไปเรื่อยฝนตกครับ ท่วมครับน้ำท่วม ปกติบ้านเรามีท่อระบายน้ำริมฟุตบาท ที่นี่ผมว่าผมไม่เห็นนะ พยายามดูแล้ว แล้วจะระบายอย่างไรครับ

 


เท่านั่นยังไม่พอ ถนนที่นี่ไม่ต้องตีเส้นจราจร ไม่จำเป็น ไอ้ที่แทรกกันตรงไฟแดงหรือวิ่งว้ายแล้วมาหักเข้าขวา ที่นี่ต่างคนต่างจะไปไม่รู้ซ้ายหรือขวาเต็มไปหมด
ไม่สนใจว่าให้คันนี้คันนั้นไปก่อน ค่อยๆต่างคนต่างไป ไม่มีครับข้าต้องได้ก่อน
ที่นี้ถ้าบนถนนมีแต่รถยนต์ก็น่าจะพอไปกันได้ นี่ทั้งสามล้อถีบ ทั้งตุ๊กตุ๊ก ต่างก็มั่วผสมโรงเข้าไป

 


ยังครับยังไม่หมด เมื่อรถติด คนก็ลงเดินซิครับ แต่ไม่ได้เดินข้างถนนนะครับ
เดินมันเต็มถนนนั่นแหละ เวลาข้ามถนนที่นี่ต่างกับบ้านเรา บางครั้งรถจอดให้สำหรับบ้านเรา แต่ที่นี่ต้องวัดดวง ชนหรือไม่ชนขับอัดเข้าไปเต็มที่ ไม่มีเบรค จนบางครั้งผมต้องร้องตกใจเพราะอยู่เมืองไทยมาก็ไม่เคยเจอวิ่งใส่คนข้ามถนนขนาดนี้ เล้วเวลาเปิดแตร ที่เวียดนามเขาเปิดเื่พื่อให้รู้ กดสั้นๆ แต่ที่นี่กดกันแบบว่าไม่รู้มันจะกดทำไม รถติดก็กด รถไม่ติดก็กด กดแต่ละที่กดยาวๆ ยาวจนรำคาญ กะว่าคราวหน้าถ้ามาอีกจะเอา เอียปลั๊กมาด้วย ตอนนี้เรามาถึงระยะเวลาการเดินทางบ้าง จากโรงแรมที่พักไปโรงงานบ้าง ระยะทาง 42 กิโลเมตร ออกนอกเมืองนะครับ ถนนสองเลนสวน เพื่อนๆลองเดาเล่นดูนะว่าใช้เวลาเท่าไหร่
ถ้าสนใจผมจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ ตอนนี้ขอตัวเก็บขอกลับเมืองไทยก่อนนะครับ

 

 

 

 

 

จากคุณ : m_tawan

 

 

 

 

*********************************************

 

 

 

 

               

 

      

 

 

 

 

"ผมไม่ได้บ้า" สุเทพ ลั่น มีเลือกตั้ง 2 กพ. จะปิดทุกจังหวัด ทั่วประเทศ

 
              หยุดกูที !!!
 
 


                           [Image: YcN9PC.jpg]

 
 
 
 
ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อเวลา 18.56 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูร​ณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัย โดยกล่าวขอบคุณผู้ชุมนุมที่มาร่วมชุมนุม ได้แสดงออกว่ารักประเทศไทยอย่างสุดหัวใจ วันนี้ได้ขจัดความกลัว เหลือไว้แต่ความรักชาติรักแผ่นดินซึ่งอยู่เหนือความกลัว ที่ผ่านมาคนปรามาสว่านัดให้ตายคนก็ไม่มากกว่าวันที่ 9 ธ.ค. แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าคนมาเยอะกว่า ไม่ว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. จะรายงานว่ามาเพียง 1.5 แสนคน หรือรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะทำตัวเลขให้สื่อต่างประเทศและผู้นำต่างประเทศก็ตามใจ เพราะภาพที่ปรากฎวันนี้หลอกฝรั่งตาน้ำข้าวได้ แต่หลอกคนไทยทั้งประเทศไม่ได้อีก ซึ่งตนจะรอดูสื่อเมืองไทยว่าจะรายงานเหตุการณ์วันนี้เป็นอย่างไร จะได้เห็นว่าสื่อเมืองไทยใจเป็นไทหรือเป็นทาส

ทั้งนี้ การออกมาวันนี้มากันทั้งแผ่นดิน ทุกจังหวัด ทุกภาคของประเทศ ด้วยหัวใจที่รักชาติรักแผ่นดิน และเพื่อขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ วันนี้จะต้องเป็นวันที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันที่พลเมืองดีลุกขึ้นมา​ต่อสู้มากที่สุดในโลก ยึดหลักสันติ สงบ มือเปล่าไม่มีอาวุธ แบบอหิงสาจริงๆ โลกจะต้องยกย่องพี่น้องชาวไทยวันนี้ตลอดไป ลูกหลานชาวไทยในวันข้างหน้าจะได้เรียนรู้ว่า ได้มีคนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อแผ่นดิน เป็นเสรีชน ซึ่งเราออกมาชุมนุมวันนี้มากที่สุดเพื่อที่จะยืนยันเจตนารมณ์ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงป​ระเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ใช่แบบอื่น และยืนยันว่าต้องการปฏิรูปประเทศไทยก่อนเลือกตั้ง

“ถ้ารัฐบาลนี้และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังดึงดันที่จะให้มีการเลือกตั้งต่อไป แสดงว่าเขาท้าทายประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะต้องเห็นดีกัน แล้วไม่ต้องมากล่าวหาว่าเราต่อต้านการเลือกตั้ง เราไม่ได้ต่อต้านการเลือกตั้ง แต่เราต้องการการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการซื้อเสียง ไม่ให้พวกอัปรีย์เข้ามาเป็นใหญ่ในบ้านเมืองอีกต่อไป” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ถ้าเราต้องการปฏิรูปประเทศไทยเสียก่อน เราจึงต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถ้ายังดึงดัน ระบอบทักษิณอย่าเดินถนนออกมาพบประชาชนอีกเลย เพราะว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หน้าด้าน ไม่ยอมลาออกโดยดี ทั้งที่ไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย และทางการเมือง แต่กลับมามีข้ออ้าง ออกมาพูดว่าพวกเราไม่มีเหตุผล น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่นแหละที่ไม่มีเหตุผล และยังทำลายระบอบประชาธิปไตย ซึ่งความเลวร้ายเกิดขึ้นตั้งแต่ ทักษิณ มายึดครองประเทศนี้ มีครอบครัวเป็นนายกฯ มา 3 คน และนอมินีอีก 1 คนทำประเทศชิบหายทั้งสิ้น

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ควรไปส่องกระจกดูว่า ประชาธิปไตยในประเทศไหนบ้างทุจริตเลือกตั้ง พอถูกจับได้ก็หน้าด้านเปลี่ยนพรรคการเมือง ซึ่งตนแนะนำว่าให้ไปดูกำพืดคนในตระกูลเสียก่อน และที่กล่าวหาว่าไม่เคารพกฎหมาย แล้วทำไมไม่เคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำไปไปว่าประชาชนคนดีๆ ที่ไปดูถูกเขา ถ้ารู้ว่าเป็นผู้วิเศษออกมาพูดก็จะยอมรับ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชั่วและโกงแผ่นดินจึงไม่ยอมรับ แล้วไม่ต้องอ้างว่าสิ่งที่พวกเราทำไม่ถูกกฎหมาย เพราะรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นทรราช จึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะออกมาขับไล่ และที่ออกมาด่าประชาชน จึงย้ำว่าไม่มีข้อต่อรอง ให้รู้ว่าคนที่โกง ไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่ฟังเสียงประชาชน ยังอยู่ต่อไปก็ให้มันรู้ไป

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ตนขอยกย่องหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ซึ่งธรรมะต้องชนะอธรรมเสมอ และขอยืนหยัดว่าจะต่อสู้ต่อไป และไม่ต้องถามว่าจะจบลงเมื่อไหร่ จนกว่าคนพวกนี้จะหมดอำนาจ และเข้ามาจัดการประเทศด้วยมือประชาชน เรายืนยันชัดเจนว่าต้องการปฏิรูปการเลือกตั้ง เพราะเราไม่ต้องการกติกาแบบเดิมแล้วได้คนชั่วเข้ามาเป็นรัฐบาลแบบเดิม เข้ามาโกงกินแบบเดิม และเพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์หน้าด้านกอดเก้าอี้ เราจึงออกแรงมาขับไล่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ มวลมหาประชาชนออกมาแสดงมติหลายล้านคน มากกว่าวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ถ้ามันยังไม่ออก วันนี้เราปิดกรุงเทพฯ เพียงครึ่งวัน คราวหน้าเราจะปิดกรุงเทพฯ ทั้งวัน และเอาวันทำงาน ไม่ใช่วันเสาร์ อาทิตย์ ถ้าปิดกรุงเทพฯ วันเดียวมันอยู่ได้ เราก็จะปิดกรุงเทพฯ มัน 7 วัน

พี่น้องไม่อยากให้เสียหาย ไม่อยากให้เดือดร้อน เรามาชุมนุมครึ่งวัน นึกว่าข้าราชการ ตำรวจ ทหารจะมีสติกดดันรัฐบาลบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นใจประชาชน วันนี้ประชาชนเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อยากถามว่าหัวใจข้าราชการอยู่ตรงไหน สู้กันมาจนจะสิ้นปีอยู่แล้ว ทำทุกอย่างสันติ สงบ ถ้าข้าราชการยังดูดายอย่าโทษประชาชนก็แล้วกัน เพราะต้องทำโดยวิธีประชาชน ถ้ายังดึงดันอยากจะรับใช้ระบอบทักษิณต่อไป จะให้ประชาชนไม่ต้องยกมือไหว้ เป่านกหวีดใส่เหมือนกัน เพราะพวกคุณนอนฟูกอยู่ที่บ้าน กินอาหารดี ประชาชนสู้เพื่อชาติ นอนกลางดิน กินกลางถนน แต่พวกเขาทำ ต่อไปนี้ข้อเรียกร้องของประชาชนจะเข้มข้นขึ้น ถ้าในเวลาที่จำกัดข้าราชการยังจงรักภักดีกับระบอบทักษิณ ตนจะนำประชาชนปฏิวัติประชาชนสมบูรณ์แบบ


“ขอประกาศเป็นสัจจะวาจา ว่าประชาชนหลายล้านคนเหล่านี้ ที่ลุกขึ้นมาทั้งประเทศ จะไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว สู้ให้มันตายไปทั้งหมดทั้งประเทศ ดีกว่าอยู่เป็นขี้ข้า” นายสุเทพ กล่าว

เราจะให้เวลาข้าราชการระยะหนึ่ง ถ้าเราทำทุกอย่างแล้วยังไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้ แล้วยังสมัครใจรับใช้ระบอบทักษิณต่อไป เราจะทำปฏิวัติด้วยอำนาจของรัฐธรรมนูญ อาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ถ้าไม่ให้ดีๆ จะชิงคืน และจะได้เห็นกันไม่ช้านี้ คนอื่นยังสุขสบายกันอยู่ ส่วนเรามากินข้าวกลางถนน สู้เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน และสู้เพื่อลูกมันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสุเทพ ได้ก้มลงกราบบนพื้นของเวทีราชดำเนิน พร้อมกล่างขอบคุณหัวใจของประชาชนที่ออกมาร่วมต่อสู้ในวันนี้ นอกจากนี้ นายสุเทพยังกล่าวอีกว่า ในคืนนี้ให้มวลชนรวมตัวไปนอนกันที่สถานที่รับสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง แต่จะไม่เข้าไปข้างใน หากมีการย้ายสถานที่เลือกตั้งก็จะตามไป แล้วถ้าวันที่ 2 ก.พ. น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ออก จะไม่มีการเลือกตั้ง เพราะจะปิดทั้งเมือง และทุกจังหวัด

 

 

 

 

***************************

 

 

 

 

      ความมหัศจรรย์ของการสวดมนต์

 

 
 
 


อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง

ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร
...
ในสมัยนั้น…เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผีวิญญาณ
ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น

อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง


อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา
อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้


เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์


มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ


เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า เขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่
กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่


นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ
ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย


วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้
อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้

อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า


พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
 

จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ


นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า..


ข้าแต่ท่านอาจารย์ ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัด จงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า.. การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่าน หรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์คาถาในภูติผีปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการ ที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น


อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ อาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป..อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเทียนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึงกล่าวคำสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ


ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้..ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่ อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้นก็อันตรธานหายไป


นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนต์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้


ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน


ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุ
ว่า อานิสงส์ของการสวดมานต์ช่างมีคุณค่าสูงส่งยีงนัก


จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต
อานิสงส์การสวดมนต์แผ่เมตตามหาบุญ
 
รูปภาพ : ความมหัศจรรย์ของการสวดมนต์อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเองในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมรในสมัยนั้น…เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผีวิญญาณตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้นอาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่าพุทธัง สะระณัง คัจฉามิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมาอาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำเขาเล่าให้อาตมาฟังว่า เขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลยวันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่าพุทธัง สะระณัง คัจฉามิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิจนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกตินายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า..ข้าแต่ท่านอาจารย์ ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัด จงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่า.. การสวดมนต์ของท่านเช่นนี้จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่าน หรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์คาถาในภูติผีปิศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการ ที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้นอาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ อาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป..อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา จึงได้จุดเทียนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึงกล่าวคำสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้..ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่ อาตมาบอกว่า อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้นก็อันตรธานหายไปนายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนต์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอนท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการสวดมานต์ช่างมีคุณค่าสูงส่งยีงนักจากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโตอานิสงส์การสวดมนต์แผ่เมตตามหาบุญ

                                 

            
 

 

 

 

 

 

 

*******************************

 

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

   

 

 

 

 

 

*************************

 

 

 

 

 Image

                 ชุมชนชาวมุสลิม

 

 

 

 

 

 

ชาวมุสลิม หรือที่เรียกกันว่า แขก มีหลักฐานว่าได้เดินทางเข้ามาตั้งแต่สมัยต้นอยุธยา โดยมาจากดินแดนอาระเบียและเปอร์เซีย ทั้งนี้ชาวมุสลิมจะมีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และด้านการปกครอง


      ชาวมุสลิมในอยุธยามี 2 นิกายด้วยกัน คือ นิกายชีอะห์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านและเชื้อสาย ส่วนนิกายสุหนี่ จะเป็นเชื้อสายจากอาหรับ อินโดนีเซีย มลายู และปัตตานี


      ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของพระนคร นอกเกาะเมือง มีสุเหร่าแขกที่ปากคลองคูจาม มีพระจุฬาราชมนตรี เป็นเจ้ากรมท่าขวา ผู้ควบคุมดูแลชาวมุสลิม

Image
มัวร์

           มัวร์ หรือ แขกมัวร์ เป็นคำที่ใช้เรียกชาวมุสลิมโดยรวมที่มาจากเปอร์เซีย อาหรับ อาณาจักรออตโตมาน และอินเดีย


           ในสมัยพระนารายณ์มีพวกมัวร์อยู่กว่า 3,000 คน ในพระนครนั้นมีถนนบ้านแขก ซึ่งเป็นอิฐที่ดีสายหนึ่งของอยุธยา มีอาคารอิฐสองฟากฝั่ง พวกมัวร์ฟั่นเชือกขายแก่พวกเรือกำปั่นและสำเภา ทั้งฟั่นชุดจุดบุหรี่ด้วยเปลือกมะพร้าวขายด้วย ส่วนเชิงสะพานชีกุนตะวันตกเป็นตลาดชีกุน มีพวกแขกนั่งร้านขายกำไลมือกำไลเท้า ปิ่นปักผม แหวนต่าง ๆ และเครื่องประดับที่ทำด้วยทองเหลือง


           ในด้านการค้า มัวร์เป็นพ่อค้าที่นำสินค้าจากโลกมุสลิมมายังอยุธยา เช่น น้ำกุหลาบ พรมเปอร์เซีย อัญมณี เครื่องทอง ม้าอาหรับ ส่วนสินค้าออกจากอยุธยา เช่น พริกไทย กำยาน การบูร สำหรับสินค้าราคาดีที่ราชสำนักอยุธยาส่งขายยังอินเดียและเบงกอล คือ ช้าง ในปีหนึ่ง ๆ นั้น มีการส่งออกช้างที่เชื่องแล้วถึง 300 – 400 เชือก



เปอร์เซีย
Image
          

เปอร์เซีย หรือ แขกมะหง่ล หรือ แขกเจ้าเซ็น เป็นชื่อที่ใช้เรียกชาวอิหร่านและเชื้อสาย เชื่อว่าได้เดินเรือค้าขายกับสยามและดินแดนในแถบนี้มาตั้งแต่ก่อนการสถาปนาอยุธยา พร้อมกับนำศาสนาและวัฒนธรรมแบบโลกมุสลิมมาสู่สยาม


           ชาวเปอร์เซียในอยุธยาโดยทั่วไป คือ ชาวอินโด – อิหร่าน เพราะพ่อค้าชาวอิหร่านเริ่มเข้าไปตั้งชุมชนอยู่ตามเมืองท่าในอินเดียก่อน ชาวอิหร่านจำนวนมากได้แต่งงานกับสตรีพื้นเมืองอินเดีย ทำให้ลูกหลานมีเลือดผสมที่เรียกว่า กลุ่มชาติพันธุ์อินโด – อิหร่าน คนเหล่านี้ได้ขยายชุมชนและสถานีการค้าไปสู่ตอนใต้ของพม่า อยุธยา มลายู เรื่อยไปจนถึงเมืองจีน


           แต่เดิมชุมชนชาวเปอร์เซียตั้งอยู่นอกเกาะพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ผู้นำชุมชนเชื่อ เฉกอะหมัด ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีกรมมหาดไทย จึงได้รับพระราชทานที่ดินในเขตกำแพงพระนครให้ตั้งศาสนสถานและบ้านพักอาศัย ลูกหลานของเฉกอะหมัดได้มีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองการปกครองและการค้าสืบต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์


           ในสมัยพระนารายณ์ มีการจ้างทหารเปอร์เซียจากอินเดียมาเป็นทหารรักษาพระองค์ถึง 200 คน


           ศิลปวัฒนธรรมเปอร์เซียในอยุธยามีปรากฏอยู่ในงานหลายแขนง เช่น การสร้างซุ้มประตูโค้งแหลมตามอย่างศิลปะโมกุลที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี และที่วัดกุฎีดาว เป็นต้น ศิลปะการลงยาราชาวดี ซึ่งเป็นเทคนิคของช่างมุสลิม และมีปรากฏในวรรณกรรมไทย เช่น นิทานอิหร่านราชธรรม ตลอดทั้งคำที่ใช้ในภาษาไทย เช่น ภาษี มาจากคำ บักซี , กุหลาบ มาจาก กุลาบ , องุ่น มาจาก อังงุล ฯลฯ

 

มลายู – ชวา – ปัตตานี


Image            ในสมัยอยุธยาตอนต้น มีหลักฐานว่ามีการนำทาสชายหญิงจากมะละกาเข้ามาขาย และซื้อคนชวามาเป็นทาส นอกจากนี้ยังมีการกวาดต้อนชาวมลายูและปัตตานีเข้ามายังอยุธยา เมื่อมีการทำสงครามปราบหัวเมืองมลายู


           ชุมชนมลายูอยู่ใกล้กับบ้านโปรตุเกส ส่วนแขกตานีหรือปัตตานี ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบคลองตะเคียน ริมวัดลอดช่อง พวกแขกตานีทอผ้าไหมผ้าด้าย เป็นผ้าพื้นผ้าม่วงเกลี้ยงม่วงดอกขาย ทั้งยังมีพ่อค้าแขกมลายู – ชวา – ตานี นำสินค้าจากถิ่นตนเองเข้ามาขายยังอยุธยาโดยจอดเรือค้าที่ปากคลองคูจาม มีสินค้า เช่น หมาก หวาย และของทะเล

           ในคราวกบฏมักกะสันตอนปลายสมัยพระนารายณ์ ชาวมลายูได้ถูกระดมกำลังถึง 300 คนให้เข้าร่วม แต่เมื่อชาวมลายูรู้ว่าจะต้องทำการกบฏจึงพากันถอนตัว ดังนั้น ในเหตุการณ์คราวนี้ หมู่บ้านชาวมลายูที่อยู่ติดกับหมู่บ้านแขกมักกะสัน จึงรอดพ้นจากการถูกปราบปรามทำลาย

 


Imageมักกะสัน


           แขกมักกะสัน เป็นกลุ่มชนจากเมืองมากัสซาร์ เกาะซีลีเบส ประเทศอินโดนีเซีย มีชุมชนอยู่ใต้หมู่บ้านมลายู


           ในปลายสมัยพระนารายณ์ พ.ศ. 2229 ชาวมักกะสันได้เป็นกลุ่มนำทำการกบฏเพื่อต่อต้านพระนารายณ์ ออกญาวิชาเยนทร์ และศาสนาคริสต์ โดยมีขุนนางไทยกลุ่มหนึ่งหนุนหลัง เพื่อจะยกพระอนุชาของพระนารายณ์ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน แต่ข่าวการกบฏรั่วไหลเสียก่อน ทหารฝ่ายอยุธยา จำนวน 1,500 คน ภายใต้การนำของออกญาวิชาเยนทร์ ได้ทำการปราบกบฏแขกมักกะสันที่มีกว่า 100 คน ทั้งเผาทำลายหมู่บ้านมักกะสันทิ้งอย่างราบคาบ


           กบฏชาวมักกะสัน ซึ่งมีเพียงกริชเป็นอาวุธ ได้รับการกล่าวขานถึงโดยชาวฝรั่งเศสว่าเป็นพวกใจกล้าบ้าบิ่น ดุร้าย ไม่กลัวความตาย พร้อมที่จะสู้จนตัวตาย เหตุการณ์ครั้งนี้นับศพมักกะสันได้ 42 ศพ (ไม่รวมที่ยังจม หรือ ลอยไปตามน้ำ) จับเป็นได้ 33 คน และแต่ละคนถูกแทงเสียจนนับไม่ถ้วน

 

Image
 
  Image


จาม


           แขกจาม เป็นผู้อพยพมาจากอาณาจักรจามปา ซึ่งอยู่ในเขตเวียดนาม ตอนกลาง – ใต้ เป็นชุมชนมุสลิมซึ่งปรากฏในแผนที่สมัยพระนารายณ์ว่าตั้งอยู่ในกำแพงพระนคร


           ชาวจามมีบทบาทในฐานะเป็นทหารอาสาคือ กรมอาสาจาม มีพระราชวังสันเป็นเจ้ากรม กรมนี้ยังมีสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ถึงแม้ว่าอาณาจักรจามปาจะล่มสลายไปแล้ว โดยถูกเวียดนามครอบครองเมื่อตอนปลายสมัยอยุธยา


           ในอยุธยา ชาวจามมีอาชีพสานเสื่อลานไตขาย ส่วนชาวจามแถววัดแก้วฟ้าและวัดลอดช่องนั้น ทอผ้าส่งขายตลาดป่าผ้าเขียว

 

 

               Image

 

 

 

 

แบ่งเขตการปกครอง เป็น 6 หมู่บ้าน
ประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านปากคลองวัดแจ้ง , หมู่1 บ้านท้ายคู , หมู่2 บ้านดิน , หมู่6 บ้านใต้วัดโคก , หมู่6 บ้านวัดทำใหม่ , หมู่10 บ้านหนองบัว

จำนวนประชากรใน ตำบลคลองตะเคียน
  จำนวนหลังคาเรือน : 546 หลังคาเรือน    
  จำนวนประชากร : 2,990 คน   จำนวนผู้สูงอายุ : 243 คน
  จำนวนเด็กแรกเกิด ถึง 6 ปี : 18 คน   จำนวนผู้สูงอายุ ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง : 142 คน
  จำนวนสตรีตั้งครรภ์ : 17 คน   จำนวนผู้สูงอายุ ที่ช่วยตนเองไม่ได้ : 9 คน
  จำนวนสตรีอายุ 35 ปี ขึ้นไป :  -  คน   จำนวนผู้พิการ : 45 คน

 

 

 

 

 

                   

 

 

 

 

 

 

*******************************

 

 

มวลมหาประชาชนสีลมนี่ ไม่เชื่อใช้ดินสอแหลมๆนับเลยครับ นับได้จริงๆ

 

 

 

นับดีๆใจเย็นๆ จะได้น้อยกว่าที่ผมนับ
ที่ผมนับนะ ผมนับเผื่อ(ให้มากกว่า)ไว้เยอะ ถือว่าหยวนๆกันไป
 

 

 

 

 

 
 

 

 

 

 

                           

ดูถูกคนจน คนชนบท แต่สุดท้ายก็ต้องมายกมือไหว้ขอคะแนนกับคนจน กับแม่ค้าขายของข้างถนน

 

 

 

                         

 

 

 

 

 

*******************************

 

 

 

ดูเพิ่มเติม
 
 
 
 
 
Next วิธีดูผู้ชายเจ้าชู้ ก่อนคบหา
Previous ทำไมต้องใส่ชุดดำไปงานศพ

ความคิดเห็น

วันที่: Sat Apr 04 23:38:20 ICT 2026

แสดงความคิดเห็น
All Comments: 0 Pages: 1/0
หน้าหลัก | รายชื่อสมาชิก | วิธีการชำระเงิน | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา

 <iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/_jUHKM1YHcc" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

COPYRIGHT 2009 RAN4U ขายของออนไลน์ ALLRIGHTS RESERVED.